เพ็ทชิคคลับ สบช่องตลาดสัตว์เลี้ยงบูม ปั๊มยอดขายออนไลน์ พร้อมดันออฟไลน์โตแรง

ด้วยความที่รักและเลี้ยงสัตว์กันทั้งบ้าน ทำให้พี่น้อง “สถิตวราทร” มองเห็นโอกาส และเลือกที่จะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและสปาสัตว์เลี้ยงด้วยกัน ภายใต้แบรนด์ Kingkong Petshop จากหนึ่งร้านขยายเป็น 5 สาขา และ 1 โรงแรมในปัจจุบัน เบื้องหลังความสำเร็จ ไม่มีสูตรสมการตายตัว แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่ ชัยพงษ์ สถิตวราทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ็ทชิคคลับ จำกัด ต้องลองผิดลองถูกและเติบโตขึ้นตามวันเวลา

เนื่องจากมีแต่ความตั้งใจ แต่ไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจ นั่นเป็นเหตุพี่น้องนักธุรกิจลงทุนซื้อแฟรนไชส์สัตว์เลี้ยงมาบริหารตั้งแต่แรก เพราะมองว่าการที่มีระบบบริหารจัดการมาให้แบบสำเร็จรูป น่าจะง่ายกว่าเริ่มต้นจากศูนย์เอง ทว่าโชคร้ายดันไปเจอแฟรนไชส์ที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทำให้พวกเขาตัดใจยกเลิกสัญญา แล้วหันมาเปิดร้านและขยายสาขาด้วยตนเอง
แม้การอาบน้ำตัดขนกรูมมิ่งหมา-แมว จะเป็นบริการหลักที่สร้างรายได้ให้กับร้าน Kingkong Petshop แต่ชัยพงษ์ก็ไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาเห็นว่าอุปกรณ์ของเล่นของใช้ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่น ปลอกคอ สายจูง เสื้อผ้าหมา-แมว ฯลฯ มียอดขายที่ดี เลยมองหาทางอัพกำไรเพิ่มขึ้น จากซื้อมาขายไปก็หันมารับจ้างผลิต แล้วส่งสินค้าให้กับช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพอย่าง Tops Supermarket ด้วย

ตอนช่วงน้ำท่วม ผมมีโอกาสได้ไปเมืองจีน จับพลัดจับผลูไปเดินที่ตลาดสัตว์เลี้ยง เลยซื้อพวกอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงล็อตหนึ่งมาทดลองขายที่เมืองไทย ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง พอหลังน้ำท่วม ผมจึงยื่นขอสินเชื่อธนาคาร เพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านั้นมาจากจีน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเป็นลูกค้าของ บสย. และเมื่อกิจการขยายตัว บสย. ก็ยังคงช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้เพิ่มรวม 4 สัญญา ทำให้เอสเอ็มอีอย่างเราเติบโตเรื่อยมา”

ตามประสานักธุรกิจรุ่นใหม่ พอมองเห็นโอกาสในตลาดสัตว์เลี้ยงที่บูม ก็ต้องก้าวไปให้สุด เขาตัดสินใจจ้างเซลล์มาวิ่งงานขายโดยเฉพาะ และพร้อมซัพพอร์ตเต็มที่ ทั้งเงินเดือนและยานพาหนะ เพื่อให้ได้ยอดค้าส่งตามเป้า จะได้นำเงินก้อนมาหมุนซื้อสินค้าล็อตใหม่มาขายเพิ่ม ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงข้ามกับที่เขาคิด ยิ่งมีเซลล์ เหมือนยิ่งแบกภาระค่าใช้จ่าย ชัยพงษ์ยอมรับว่าเขาบริหารคนไม่เป็น และจ่ายง่ายไป นี่คือบทเรียนที่ได้เรียนรู้ และต้องระวังไม่กลับไปซ้ำรอยเดิม
สุดท้ายเขาเลิกจ้างเซลล์ แล้วนำสินค้าที่คงค้างอยู่ทั้งหมด ขึ้นโปรโมตขายผ่านทางเฟสบุ๊ค ยอดขายที่เข้ามาเป็นกอบเป็นกำ เป็นกำลังใจให้เขาหันมาพึ่งพาตนเอง ไม่หวังยืมจมูกคนอื่นหายใจ จากนั้นก็เปลี่ยนโกดังเก็บของที่รามอินทราให้เป็นหน้าร้านขายสินค้า ขณะเดียวกันก็ขยายร้านเพิ่มอีก 3 สาขาคือ พาราไดซ์ พาร์ค พระราม 4 และ

สำหรับสาขาสุขุมวิท 26 ได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เป็นโรงแรมสัตว์เลี้ยงเพื่อขายสินค้าด้วย รวมทั้งไม่ลืมช่องทางออนไลน์ เอาใจคนรักสัตว์ที่อยู่บนโลกไซเบอร์

“ปัจจุบันผมค้าปลีกเป็นหลัก แม้จะจุกจิกบ้าง แต่อาศัยนำระบบเข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดการสต็อก และการขายหน้าร้าน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกอย่างสินค้าที่นำเข้า เราไม่ได้ตั้งราคาเว่อร์ และสินค้าค่อนข้างแปลก มีหลายรายการที่เราเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงเจ้าเดียว แถมหน้าร้านก็มีสินค้าโชว์ครบและหลากหลาย เรามีตัวโชว์ให้เห็น ถ้าลูกค้าพอใจก็หยิบสินค้าตัวใหม่ไปได้เลย

นอกจากนี้ การเปิดขายออนไลน์ก็ช่วยให้สินค้ากระจายเร็วขึ้น และยังเปิดโอกาสให้เราได้ลูกค้าขายส่งรายใหม่เข้ามาด้วย โดยที่ไม่ต้องจ้างเซลล์วิ่ง นอกเหนือจากร้านเพ็ทช็อปที่เป็นลูกค้าขายส่งรายเดิมที่มีอยู่ในมือ แต่ที่ขาดการติดต่อไปก็มาก ปัจจุบันยอดขายส่งยังไม่ถึง 5% ของยอดขายรวม เราพยายามกำหนดนโยบายการขายที่ชัดเจน เพื่อที่จะได้กลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับลูกค้าดั้งเดิมอีกครั้ง โดยคาดว่ายอดขายผ่านออนไลน์น่าจะโตกว่านี้ โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยเดือนละล้านบาท”

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *